การขายสินค้าและบริการ ตลอดจนการทำธุรกิจถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง โดยมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เป็นตัวชี้วัดและให้คะแนนว่าธุรกิจของผู้ประกอบการแต่ละคนจะมีเทคนิคการทำตลาด / วิธีการดึงดูดลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน
โดยถ้าเรามองความคิดที่ว่าเป็น "ผู้ขายที่ดี" ในตลาดอีคอมเมิร์ซเราจะเห็นได้ว่า ผู้ขายที่ดีในอาณาจักรออนไลน์ไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานขายที่ดี แต่น่าจะเป็นคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ขายที่โพสต์เนื้อหาหรือข้อมูลที่ตอบโจทย์โดนใจลูกค้าเสียมากกว่า รวมถึงระบบการให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ นั่นล่ะคือกุญแจสำคัญทำให้คุณเป็นผู้นำในธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้อย่างแน่นอน
โดยส่วนใหญ่ผู้ชมหรือกลุ่มผู้บริโภคจะติดต่อสื่อสารออนไลน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพื่อสอบถามข้อมูลสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ และสำหรับผู้ประกอบการสิ่งสำคัญหลังจากลูกค้าออเดอร์สั่งซื้อสินค้ามาแล้ว คือ การให้บริการโลจิสติกส์ ให้กับลูกด้วยความรวดเร็วที่สุดเพื่อให้ลูกค้าประทับใจต่อการส่งมอบสินค้าของคุณ
โลจิสติกส์ในโลกออนไลน์
1. เปรียบเทียบการตลาดและการจัดส่งแบบดั้งเดิม กับรูปแบบอีคอมเมิร์ซ
ความแตกต่างหลักระหว่างโครงการแบบดั้งเดิมของการขนส่งสำหรับผู้ขายและที่ทำธุรกิจในรูปแบบอีคอมเมิร์ซ ตัวแปรสำคัญ คือ กระบวนการส่งมอบสินค้าหรือบริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งมันเป็นตัวกำหนดความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางมาซื้อสินค้าหน้าร้านของคุณ แต่มีบริการส่งให้ ด้วยสิ่งนี้จะทำให้ลูกค้าประทับใจ
2. กระบวนการโลจิสติกส์
การเปลี่ยนแปลงบทบาทของลูกค้าจากการใช้งานเป็น passive มีนัยสำคัญ โดยโลจิสติกส์สำหรับโลกออนไลน์โดยทั่วไปมีความสำคัญ ผู้ประกอบการมิอาจมองข้ามและควรมีบริการโลจิสติกส์เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระยะยาว
⇨ การรับออเดอร์
นี่เป็นขั้นตอนแรกและขั้นตอนสำคัญอันจะนำไปสู่การขายสินค้าได้หรือไม่นั่นเอง โดยคุณต้องอธิบายและถ่ายทอดข้อมูลของสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าได้เกิดความสนใจให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปสู่การสั่งซื้อสินค้าและการชำระเงินของลูกค้า
⇨ การค้นหาผลิตภัณฑ์
ขั้นตอนต่อไปคือ การค้นหาผลิตภัณฑ์ในคลังสินค้าในสถานที่จัดส่งและบรรจุผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ คลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพส่วนใหญ่จะใช้รหัส SKU ที่ออกแบบมาอย่างดี เพื่อเก็บผลิตภัณฑ์ในฐานข้อมูลเพื่อให้การค้นหาตำแหน่งของพวกเขาเป็นเรื่องง่าย
⇨ Packaging
บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับสินค้าถึงมืออย่างปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคุณในฐานะผู้ประกอบการควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์อยู่ในสภาพเรียบร้อยก่อนการจัดส่งให้ลูกค้า นั่นหมายความว่าจะส่งผลต่อความประทับใจของลูกค้าต่อผู้ขายมากที่สุด อีกทั้งวิธีนี้ยังช่วยป้องกันคุณจากข้อผิดพลาดของบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้องซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายหรือสูญเสียผลิตภัณฑ์ตามมาได้ในภายหลัง
⇨ ขั้นตอนการจัดส่ง
ความรับผิดชอบในการจัดส่งสินค้าโดยทั่วไปจะถูกส่งมอบให้กับผู้ให้บริการเอกชนที่ให้บริการส่งมอบสินค้า แต่ก็ยังคงเป็นหน้าที่ของผู้ขายอยู่ดี และเพื่อให้แน่ใจว่า ผลิตภัณฑ์ถึงได้อย่างปลอดภัยและตรงเวลา ควรต้องมีระบบที่ใช้ในการติดตามผลิตภัณฑ์แบบเรียลไทม์ เช่นการใช้ GPS ระบุตำแหน่งการจัดส่งสินค้า เป็นต้น
⇨ Reverse Logistics
ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ขายส่วนใหญ่ละเลย ซึ่งผู้ขายต้องมั่นใจว่า ลูกค้าสามารถส่งผลิตภัณฑ์กลับมาได้ หากสินค้านั้นมีปัญหา และคุณก็ควรรับผิดชอบและมีบริการเพื่อเป็นการขอโทษลูกค้า เช่น เคลมสินค้าใหม่ หรือคืนเงินให้กับลูกค้า ฯลฯ ทั้งนี้ขอแนะนำให้คุณกำหนดนโยบายที่ชัดเจนให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอน เพื่อความเข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายจะได้ป้องกันการเกิดปัญหาตามระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมาในภายหลัง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น